การสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก LD PDF Print E-mail
Written by Webmaster   
Wednesday, 22 December 2010 08:08

การสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก LD

จุฬามาศ  จันทร์ศรีสุคต

          ครูในชั้นเรียนรวมจำเป็นต้องเตรียมบทเรียนคณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิผลที่สอดคล้องกับความต้องการวิธีสอนที่หลากหลายของนักเรียนทุกคน โดยยึดเนื้อหาคณิตศาสตร์ตามหลัสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
 
          “ทำไมฉันจึงไม่สามารถลอกสิ่งที่ครูเขียนบนกระดานได้ถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่ฉันมองเห็นสิ่งที่ครูเขียน” “ทำไมครูจึงบอกว่าฉันออกเสียงไม่ถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่ฉันได้ยินเสียงที่ครูพูด” “ทำไมฉันอยู่ชั้น ป. 4 แล้วจึงอ่านหนังสือยังไม่ออกและท่องสูตรคูณไม่ได้” นี่คือลักษณะบางประการของเด็ก LD  ปัจจุบันในโรงเรียนทั่วไปจะพบเด็กที่มีปัญหาเช่นนี้เป็นจำนวนมาก และมักจะพบได้บ่อยว่า ไม่สามารถประสบผลสำเร็จในการเรียน ถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กโง่หรือเด็กขี้เกียจและในที่สุดก็กลายเป็นเด็กที่สร้างปัญหาในชั้นเรียน ตอนนี้ใครรู้บ้างว่าจะช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้อย่างไร

 

เด็ก LD มีความสำคัญอย่างไร
          การปฏิรูปการศึกษาแนวตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อมุ่งพัฒนาความสามารถของเด็กให้เต็มศักยภาพ    โดยส่งเสริมให้มีการจัดการศึกษาหรือการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งให้เด็กแต่ละคนเป็นคนดี คนเก่งและมีความสุข    ซึ่งในหมวด 4 ที่ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษามาตราที่ 22 ระบุว่า “ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า นักเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการศึกษาต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ…”นอกจากนี้แล้วในมาตรา 28 วรรค 1 ยังกำหนดไว้ว่า การศึกษาในระดับต่าง ๆ มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมกับวัยและศักยภาพที่ครอบคลุมบุคคลปกติ ผู้พิการและผู้มีความสามารถพิเศษ จึงมีผลทำให้ต้องมีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาหลักสูตรในระดับต่าง ๆ ให้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับวัยและศักยภาพของนักเรียนและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 4 ที่รัฐภาคี ตกลงกันว่า การศึกษาของเด็กจะมุ่งไปสู่ การพัฒนาบุคลิกภาพ ความสามารถพิเศษ และความสามารถทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็กให้เต็มศักยภาพของทุกคน (รุ่ง แก้วแดง, 2542: 69-71) ดังนั้นการศึกษาของประเทศไทยน่าจะประสบความสำเร็จจากการปฏิรูปการศึกษา ในทางตรงกันข้ามจากการประเมินผลการจัดการศึกษา หลังจากที่มีการปฏิรูปการศึกษามาแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง กลับพบว่า  มีนักเรียนจำนวนมากที่มีปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลให้ไม่สามารถประสบผลสำเร็จจากการจัดการศึกษาในรูปแบบปกติ  ซึ่งมีเด็กจำนวนมากที่แม้จะได้รับการศึกษาแต่จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ทั้งนี้รวมถึงเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ด้วย (ชวลิต  ชูกำแพง, 2546: 2)  สภาพความเป็นจริงที่ปรากฏในปัจจุบัน โรงเรียนปกติทั่วไปจะมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มเด็กพิการ ตามกำหนดของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีชื่อเรียกตามศัพท์วิชาการ ว่า LD หรือ Learning Disabilities ซึ่งเป็นเด็กที่ไม่สามารถเรียนหนังสือได้รวดเร็วเท่ากับเด็กปกติ แต่ถ้าสอนให้ถูกวิธีเด็กจะเรียนได้ (ผดุง อารยะวิญญู, 2541: 1) เด็กกลุ่มนี้มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทย ที่นิยมเรียกกัน เช่น เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้หรือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือเด็กเรียนยาก ที่ยังไม่ได้รับการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความสามารถและความถนัด เนื่องจากครูยังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กกลุ่มนี้ ประเทศไทยเราเพิ่งจะเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับเด็กกลุ่มนี้อย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้เอง จากสำรวจจำนวนนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2548 พบว่า มีเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ จำนวน 113,465 คน คิดเป็นร้อยละ 47.58 ของจำนวนนักเรียนพิการทั้งสิ้น 238,479 คน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2548: 3)  จึงได้มีการกำหนดกลยุทธ์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีกิจกรรมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คือ การพัฒนาการสอนเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2548 :2)  ซึ่งเป็นเด็กที่มีความบกพร่องหรือมีความยากลำบากในการฟัง การพูด การอ่านการ เขียน การให้เหตุผลและความสามารถทางคณิตศาสตร์(ศรียา นิยมธรรม, 2540: 3 ; ผดุง อารยะวิญญู, 2542 : 3; ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์, 2543: ค, Bowen Mack, 2005:1 )


เด็ก LD มีปัญหาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์อย่างไร

          เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์หรือที่เรียกว่า Dyscalculia  ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกโดย National Center for Learning Disabilities (2006: 2) ซึ่งเป็นเด็กที่มีความยากลำบากและประสบความล้มเหลวในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์จากการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบปกติการที่จะระบุว่าเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ทางด้านคณิตศาสตร์หรือไม่นั้น มักจะสังเกตจากลักษณะที่ยุ่งยากในการเรียนดังนี้ คือ 1) ไม่เข้าใจค่าของตัวเลขและจำนวน 2) ไม่เข้าใจเกี่ยวกับค่าประจำตำแหน่ง 3) ไม่สามารถจำและเขียนสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ได้ 4) ไม่เข้าใจความหมายของสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ เช่น + , -,  , ÷ ,  และ   5) มีความยากลำบากในการบวก ลบ คูณและหาร เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่า 6) มีความยากลำบากในการบวกแบบมีตัวทดและการลบแบบมีการกระจาย 7) เขียนตัวเลขกลับกัน 8) มีความยากลำบากในการจำแนกรูปทรงเรขาคณิต 9) มีความยากลำบากในการจำแนกวัตถุหรือสิ่งของที่มีขนาดแตกต่างกัน 10) มีความยากลำบากในการแก้โจทย์ปัญหา 11) มีความสับสนในการเรียงลำดับวันในหนึ่งสัปดาห์ และเดือนในหนึ่งปี (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2548: 3)   Bowen Mack (2005: 10) ยังกล่าวถึงตัวบ่งชี้ถึงปัญหาทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ดังนี้ คือ 1) การขาดมโนมติเกี่ยวกับการจับคู่ 1 : 1  2) มีความยุ่งยากในเรื่องมิติสัมพันธ์ 3) ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์ทางคณิตศาสตร์ 4) ประสบความล้มเหลวในการใช้ยุทธศาสตร์การกำกับติดตามตนเอง 5) ขาดความจำเกี่ยวกับขั้นตอนของกระบวนการในการคำนวณ  นอกจากนี้แล้ว National Center for Learning Disabilities (2006: 2) ยังได้ระบุถึงความสามารถที่ต้องตรวจสอบเพื่อระบุว่าเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คือ 1) ความสามารถในการบอกเวลาและการใช้เงิน    2) ความสามารถในการคาดคะเนปริมาณเชิงจำนวน เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เป็นเด็กที่สามารถเรียนรู้ได้ ถ้าหากได้รับการสอนที่ถูกวิธี และครูที่ดีจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ (learning style) ของเด็กให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งพบว่าเด็ก LD จะเรียนรู้ได้ดีจากการจัดกิจกรรมต่อไปนี้ คือ 1) การลงมือปฏิบัติ 2) สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม 3) การสร้างแรงจูงใจ 4) สร้างความเชื่อมั่นในตัวเด็ก 5) การให้ความช่วยเหลือ เมื่อเด็กมีปัญหา 6) เรียนรู้กับเพื่อนคู่หู 7) การฝึกทักษะให้มีความรอบคอบ 8) การใช้การเคลื่อนไหว (ผดุง อารยะวิญญู, 2546 :115-116) นอกจากนี้แล้ว ศรียา นิยมธรรม (2548: 1) ได้เสนอเทคนิคการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ด้านคณิตศาสตร์ไว้ 6 วิธี ได้แก่ 1) การใช้การละเล่นพื้นบ้าน 2) สอนเทคนิคการอ่านโจทย์เลข 3) การใช้ศิลปะ 4) การอ่านการ์ตูน 5) การเล่นบทบาทสมมติ 6) เกม สำหรับการช่วยเหลือการเรียนรู้ทางด้านคณิตศาสตร์นั้น Bowen Mack (2005: 5-6) ได้เสนอกลยุทธ์ในการช่วยเหลือการเรียนรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ ไว้ดังนี้ 1) จัดให้นักเรียนได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติกับสื่อที่เป็นรูปธรรม (โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ ) 2) นำเสนอมโนมติอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากรูปธรรม รูปภาพและสัญลักษณ์ที่เป็นตัวเลข 3) ใช้วิธีสอนทางตรง (direct instruction) ที่เป็นการสอนทีละขั้นตอน มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักเรียนและระหว่างนักเรียนกับนักเรียน โดยให้มีการฝึกปฏิบัติแล้วให้ข้อมูลย้อนกลับ) 4) สร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติโดยใช้เกมคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) 5) ทำให้เนื้อหาคณิตศาสตร์เกี่ยวข้องกับปัญหาในชีวิตจริง 6) สอนให้นักเรียนติดตามการกระทำของตนเองและกำหนดจุดมุ่งมาย 7) สอนนักเรียนในการวิเคราะห์ปัญหาที่เป็นเรื่องราว โดยการใช้การท่องและใช้บัตรสำหรับชี้แนะเกี่ยวกับขั้นตอน 8) สอนนักเรียนอ่านปัญหาที่เป็นเรื่องราวเพื่อวิเคราะห์การกระทำทางคณิตศาสตร์ และการตัดสินใจเลือกขั้นตอนที่ใช้แก้ปัญหา 9) สอนวิธีการระบุคำสำคัญและวิธีการคาดคะเนคำตอบ 10) สอนนักเรียนเพื่อนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ นอกจากนี้แล้ว National Center for Learning Disabilities (2006: 1) ยังให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์นอกห้องเรียนไว้ดังนี้ 1) การใช้กระดาษกราฟสำหรับเด็กที่มีความยุ่งยากในการจัดระบบความแนวคิดบนกระดาษ 2) ใช้วิธีการที่หลากหลายที่จะค้นพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ซึ่งโดยปกติมักจะท่องจำสูตรคูณ 3) ฝึกการคาดคะเนเพื่อเป็นการเริ่มต้นการแก้ปัญหา 4) สอนทักษะใหม่โดยเริ่มต้นด้วยตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและต่อมาค่อยเริ่มเข้าสู่ความเป็นนามธรรม 5) สำหรับเด็กที่มีความยุ่งยากทางภาษา จะต้องมีการอธิบายแนวคิดและปัญหาอย่างชัดเจนและให้กระตุ้นให้เด็กถามคำถามในขณะที่ทำงาน 6) จัดหาสถานที่ทำงานที่มีสิ่งรบกวนน้อยและจัดให้มีดินสอ ยางลบและเครื่องมืออื่น ๆ เท่าที่จำเป็นในการทำงาน
          จากสภาพปัญหาของเด็ก LD ในการเรียนคณิตศาสตร์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับวิธีสอนที่เหมาะกับการสอนเด็ก LD ซึ่งมีอยู่ 4 วิธีหลักที่เป็นสากล คือ 1) การสอนทางตรง (Direct Instruction) 2) ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา (Problem Solving Strategy) 3) วิธีสอนที่เน้นสติปัญญา (Cognitive Approach) 4) การใช้เทคโนโลยีช่วยในการสอน (Assisted Technology) และในการสอนเด็กกลุ่มนี้ก็จะไม่ใช้วิธีการสอนวิธีใดเพียงวิธีเดียวเท่านั้นแต่จะใช้วิธีสอนหลาย ๆ วิธีรวมกัน ในบทความนี้ จะขอนำเสนอวิธีสอนที่น่าสนใจและง่ายต่อการนำไปใช้ในการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก LD ดังนี้


แนวคิดการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก LD
          1.  Math Makes Sense Model
               แนวคิด Math Makes Sense ของ Pearson Education Canada ซึ่งเขียนโดย Cathy Anderson, Maureen Dockendrof, Michelle Jackson, Sharon Jeroski, Brenda Lighburn, Carole Saundry, &et. al ที่กล่าวว่าการเรียนรู้คณิตศาสตร์เพื่อความเข้าใจนั้นจะเป็นการที่นักเรียนสร้างความเข้าใจด้วยตนเองหรือสร้างความเชื่อมโยงใหม่กับแนวคิดหรือความรู้ที่พวกเขามีอยู่แล้วดังเช่น John Van De Walle อธิบายว่า ความเข้าใจเป็นการวัดปริมาณและคุณภาพของการเชื่อมโยงแนวคิดใหม่กับแนวคิดที่มียู่แล้ว ดังภาพที่ 1 (Cathy Anderson, Maureen Dockendrof, Michelle Jackson, Sharon Jeroski, Brenda Lighburn, Carole Saundry, & et. al, 2004: 1-2)

1-1ภาพที่ 1 แสดงการเรียนรู้อย่างเข้าใจ


          จากภาพที่ 1 จุดที่อยู่ตรงกลางจะเป็นตัวอย่างของแนวคิดใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากแนวคิดที่มีอยู่แล้วจำนวนมากซึ่งแสดงด้วยจุดที่อยู่กระจายในภาพและแสดงให้เห็นว่าแนวคิดใหม่จะถูกเชื่อมโยงกับแนวคิดที่มีอยู่แล้วจำนวนมากซึ่งจะทำให้สามารถเข้าใจแนวคิดใหม่ได้ดีขึ้น

รูปแบบบทเรียน (Lesson Model)
          รูปแบบ Math Makes Sense ของ Pearson นั้น การสอนจะประกอบด้วยบทเรียนที่มีองค์ประกอบ 3 ส่วนที่ส่งเสริมวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนและวิธีการสอนของครู ดังภาพที่ 2

 

1-2ภาพที่ 2 แสดงรูปแบบของบทเรียนตามรูปแบบ Math Makes Sense
แนวคิดเกี่ยวกับการสอนเพื่อให้มีความสามารถในการรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบ Math Makes Sense
 

1-3
ภาพที่ 3 แสดงแนวคิดการสอนเพื่อให้มีความสามารถในการรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบ Math Makes Sense

 
          จากภาพจะเห็นได้ว่า ในการสอนคณิตศาสตร์เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในการรู้คณิตศาสตร์จะมี 4 องค์ประกอบ คือ การแก้ปัญหา (problem solving) การสื่อสาร (communication) การเข้าใจมโนมติ(understanding concepts) และการนำกระบวนการไปใช้ (application of procedures) ซึ่งแต่ละองค์ประกอบจะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ละเท่า ๆ กัน ดังมีรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบดังนี้
               1.  การแก้ปัญหา (problem solving) จะเป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีลักษณะดังนี้
                    1.1  การนำเสนอมโนมติใหม่ด้วยการนำเสนอปัญหาให้นักเรียนแก้
                    1.2  ทำกิจกรรมแก้ปัญหาโดยการรวมกลุ่ม จับคู่หรือแก้ปัญหารายบุคคล 
               2.  การเข้าใจมโนมติ (understanding concepts) จะเป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีลักษณะดังนี้
                    2.1  ใช้กิจกรรมที่หลากหลายที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้นำประสบการณ์ของตนเองมาใช้ในการเรียนรู้มโนมติใหม่
                    2.2  ใช้คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนในการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่
                    2.3  สรุปมโนมติหลักที่เรียนก่อนให้นักเรียนทำงานอย่างอิสระ  
          3.  การนำกระบวนการไปใช้ (application of procedures) จะเป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีลักษณะดังนี้
                    3.1  จัดให้มีการปฏิบัติที่มีความหมายสำหรับนักเรียนในการนำไปใช้ มีความชัดเจนและขยายการเรียนรู้
                    3.2  จัดหาประสบการณ์ที่ต้องทำเป็นประจำในการใช้เครื่องคิดเลข คอมพิวเตอร์หรือการเสนอยุทธศาสตร์การแกปัญหาใหม่  
          4.  การสื่อสาร (communication)จะเป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีลักษณะดังนี้
                    4.1  ชี้แนะนักเรียนให้มีการตอบสนองที่ใช้ความคิดของตนเองที่แสดงออกมาในรูปของภาพ จำนวน หรือคำพูด
                    4.2  จัดเตรียมโอกาสในการสื่อสารให้มีความสมดุลระหว่างการพูดและการเขียน
  
          นอกจากนี้แล้ว การสอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิด Math Makes Sense ยังได้เสนอยุทธศาสตร์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ไว้ดังนี้
                    1. สร้างตาราง                               2. ใช้รูปแบบ/ของจำลอง
                    3. วาดภาพ                                  4. แก้ปัญหาที่ง่าย
                    5. ทำงานย้อนกลับ                          6. เดา/ตรวจสอบ
                    7. ทำรายการต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ     8. ใช้รูปแบบ
 


          นอกจากนี้แล้ว Connell, Maggie  (2007 : 1)  ได้กล่าวถึง คุณลักษณะและปรัชญาของ Mathematics Makes Sense ว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับ การปฏิบัติโดยใช้สื่อ (manipulatives) ดังนี้ 1) การเล่นมีบทบาทสำคัญในการสร้างและเข้าใจมโนมติ 2) การจัดหาเครื่องมือในการคิดสำหรับนักเรียนที่จะช่วยให้เข้าใจและแก้ปัญหาได้ 3) การพัฒนามโนมติของนักเรียนต้องให้นักเรียนค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ สัญลักษณ์และแนวคิดทางคณิตศาสตร์ 4) การนำเสนอเนื้อหาเพื่อให้นักเรียนค้นพบมโนมติจะใช้รูปแบบที่หลากหลาย เช่น รูปวาด แผนภาพ รูปภาพ สัญลักษณ์ประกอบคำอธิบาย  เป็นต้น 5) การใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องคิดเลข 6) มีประโยชน์ต่อนักเรียนทุกคนในการพัฒนา การเข้าใจที่ชัดเจนและการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ 7) คำนึงถึงความหลากหลายของนักเรียนและพหุปัญญา 8) ช่วยให้นักเรียนจำได้และแก้ไขข้อผิดพลาด 9) จัดหารูปแบบทางการมองเห็นและสติปัญญาที่ชวยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเข้าใจ 10) ช่วยจัดหาสิ่งที่จะแสดงให้ครูเห็นวิธีการตีความและการคิดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ของนักเรียน 11) สร้างการเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดของนักเรียนกับตัวอย่างทั่ว ๆ ไป 12) จัดกิจกรรมในชั้นเรียนเพื่อการเรียนรู้สูงสุด  13) นักเรียนสามารถเลือกใช้สื่อและอุปกรณ์ได้อย่างอิสระซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของบทเรียน14) สร้างขึ้นมาจากธรรมชาติความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียนและเพิ่มความสนุกสนานในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 15) ส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มาจากการทดลอง การคาดคะเน การตัดสินใจและความมีอิสระที่จะคิด

          2. วิธีสอนแบบ CRA (Concrete Representational Abstract)
               วิธีสอนนี้ มีขั้นตอนการสอน 3 ขั้นตอน คือ
                    1.1   Concrete เป็นขั้นตอนการสอนความคิดรวบยอดโดยใช้ตัวแบบที่เป็นวัสดุ ที่เป็นรูปธรรม เช่น แท่งไม้ ก้อนหินสีต่าง ๆ บล็อก ลูกบาศก์
                    1.2  Representational เป็นขั้นตอนการสอนให้เปลี่ยนจากรูปธรรมมาเป็นกึ่งรูปธรรม โดยการวาดภาพ วาดรูปวงกลม หรือจุดเพื่อใช้สำหรับการนับ
                    1.3  Abstract เป็นขั้นตอนการสอนโดยใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เพื่อแสดงจำนวนของรูปภาพ จุดหรือวงกลมและมีการใช้เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ + -   เพื่อแสดงการบวก การลบ การคูณและการหาร

          3. วิธีสอนแบบ Graphic Representations
               วิธีสอนแบบนี้ใช้สำหรับการสอนการแก้โจทย์ปัญหาเพื่อให้นักเรียนสามารถมองเห็นส่วนต่าง ๆ ของปัญหาที่ต้องการหาคำตอบ โดยนักเรียนจะใช้แผนภาพในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา ซึ่งมีประเภทของปัญหาที่ใช้แผนภาพในการแก้ปัญหา ดังนี้ (Jitendra, Asha, 2002: 34-37)
                    3.1 change problem
                    3.2 group problem
                    3.3 compare problem
ตัวอย่างโจทย์ปัญหาแบบทั้งสามแบบ มีดังนี้
 1-4


          4. การสอนคณิตศาสตร์โดยใช้ Touch Math
               การสอนคณิตศาสตร์โดยใช้ Touch Math มีลักษณะดังนี้ ( Jeffrey P. Bakken,2006: 5)
                    1. ใช้จุดแสดงตัวเลข  1-9
                    2.  จำนวน 6-9 ใช้วงกลมล้อมรอบจุด
                    3.  ให้นักเรียนนับตัวเลขพร้อมกับสัมผัสจุดในตัวเลขแต่ละตัว
                    4.  ฝึกนับเรียนนับไปข้างหน้าและนับถอยหลัง

ตัวอย่างการสอนตัวเลขโดยใช้ Touch Math

1-5   

 ตัวอย่างการสอนการลบโดยใช้ Touch Math

1-6 


                                          
          5. การสอนกระบวนการเกี่ยวกับปัญหา (Teach a problem procedure) มีรายละเอียดดังนี้ ( Jeffrey P. Bakken,2006: 13)
                    1.  อ่านคำถาม (Read the question)
                    2.  อ่านซ้ำ (Re-read)
                    3.  เน้น/ขีดเส้นใต้คำสำคัญและจำนวน (Highlight / underline important words and numbers)
                    4.  ตัดสินใจเลือกยุทธศาสตร์ (Decide on a strategy)
                    5.  เขียนสัญลักษณ์ที่ต้องการแล้วเน้น (Write down the symbols required then highlight them)
                    6.  คาดคะเน (Do an estimate)
                    7.  ลงมือแก้ปัญหา (Work out the problem)
                    8.  ตรวจสอบคำตอบกับการคาดคะเน (Check the answer against the estimate)
                    9.  ตรวจสอบคำตอบกับคำถาม (Check the answer against the question)
                    10. ท้ายที่สุดพิจารณาว่า คำตอบนั้นมีเหตุผลหรือไม่(Finally….does it make sense?)

 

บทสรุป


          นอกจากวิธีการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก LD หลายวิธีดังที่กล่าวข้างต้น  เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็ก LD สามารถเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้ง่ายขึ้น ครูผู้สอนควรจัดการเรียนการสอนโดยหาอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ดังนี้
                    1. การนำไปใช้ในชีวิตจริง                    2. การใช้กระดาษกราฟ
                    3. การใช้ตารางเวลา                          4. การใช้เครื่องคิดเลข
                    5. การลงมือปฏิบัติกับสื่อ                    6. นาฬิกาแสดงเวลา
                    7. การใช้สูตร

 

 

เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงาน. (2548). ความรู้พื้นฐานในการพัฒนานักเรียนที่มี
        ปัญหาทางการเรียนรู้.  (อัดสำเนา).
ผดุง  อารยะวิญญู. (2541). การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ. กรุงเทพฯ:
        บรรณกิจ.
 ผดุง  อารยะวิญญู. (2544). เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้Learning Disabilities.
        กรุงเทพฯ: แว่นแก้ว.
รุ่ง  แก้วแดง. (2542). ปฏิวัติการศึกษาไทย (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงทพฯ: มติชน.
ศันสนีย์  ฉัตรคุปต์. (2543). ความบกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี: ปัญหาการเรียนรู้ที่
        แก้ไขได้. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.
ศรียา  นิยมธรรม. (ม.ป.ป.). L.D. สร้างปมเด่น    เสริมปมด้อย (เข้าใจและช่วยเหลือ).
        กรุงเทพฯ: แว่นแก้ว.
 Bowen, L. Mack. (2005).  Intervention Strategies for LD Students. Illinois :
        Illinois State University.
Carol, S. Robinson, Bruce, M. Menchetti &Joseph, K. Torgesen. (2002). Toward a
        Two –Factor Theory of One Type of  Mathematics Disabilities. Learning
        Disabilities Research& Practice 17(2), 81-89.
Cathy Anderson, Maureen Dockendrof, Michelle Jackson, Sharon Jeroski, Brenda Lighburn,
        Carole Saundry, & et. al. (2004). Mathematics Makes Sense. Toronto:
        Pearson Education Canada.
Connell, Martin, Maggie. (2007). How does Addison Wesley Mathematics Makes Sense
        Support   the Use of Manipulatives. Retrieved June 2, 2007, from 
        http//www.pearson.ca
Curtis Pyke. (2003). Math Makes Sense. Journal of Mathematics Research. Retrieved June 2,
        2007, from http//www.mathmakessense.com.
Jeffrey P. Bakken. (2006). Strategy Instruction Ideas for Students with Learning
        Disabilities.  Illinois: Illinois State University.
Jitendra, A. K. (2002). Teaching Students Math Problem-Solving Through Graphic
        Representations. Teaching Exceptional Children. 34 (4), 34-38.
Myers, I, Pratecia, & Hammill, D. Donald.(1990). Learning Disabilities: Basic
        Concepts, Assessment Practices and Instructional Strategies (4th ed.). Texas:
        John Wiley & Sons.
National Center for Learning Disabilities. (2006). Retrieved June 11, 2007, from
        http://www. ldonline

Last Updated on Sunday, 26 December 2010 07:24